วันศุกร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2556

Nescafe SWOT Analysis



SWOT Analysis


Strength

Nescafe มีรสชาติที่โดดเด่น กลมกล่อม มีรสกาแฟแท้ให้เลือกสัมผัสที่แตกต่าง ถูกพัฒนาโดย
  ผู้ที่เชี่ยวชาญ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ สร้างความแตกต่างให้กับตราสินค้าอื่นๆที่เป็นคู่แข่ง
  อยู่ในตลาดได้เป็นอย่างดี 
- Nescafe เป็นแบรนด์ดังระดับโลกที่เป็นที่รู้จักมายาวนาน ได้รับความเชื่อถือจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี
  และมีภาพลักษณ์ที่โดดเด่น
- Nescafe สามารถรักษาตำแหน่งผู้นำของตลาดกาแฟ และเป็นแบรนด์ที่อยู่ในอันดับต้นๆของโลก
- Nescafe มี Line Product ที่เข้มแข็ง สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลายได้
  อย่างครบถ้วน
- มีเครือข่ายร้านค้าจำนวนมาก ทำให้สามารถกระจายสินค้าได้อย่างทั่วถึง

Weakness

กาแฟมีรสชาติที่เข้มข้นมากไปนั้นอาจจะทำให้ผู้บริโภคบางกลุ่มไม่สามารถที่จะบริโภคได้

Opportunity

- กาแฟเป็นอาหารหลักในตอนเช้าของคนยุคใหม่ เนื่องจากการใช้ชีวิตแบบเร่งรีบ หรือเครื่องดื่ม
  แก้ง่วงนอน เพื่อความกระฉับกระเฉง ของกลุ่มคนทำงานก็คือกาแฟ จึงถือเป็นโอกาสที่จะสามารถ
  ขยายตลาด ตลอดถึงครองส่วนแบ่งทางการตลาดได้มากขึ้น
- ร้านค้าปลีกเติบโตขึ้นมาก และมีการกระจายตัวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เพิ่มโอกาสในการขาย
  ให้กับ Nescafe มากขึ้น

Threat

เนสกาแฟ ได้มีคู่แข่งเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก คือ เอสเปรสโซ่ มอคโคน่า ซึ่งมีคุณสมบัติและรสชาติ
  ใกล้เคียงกัน
- ผู้บริโภคเกิดการเปลี่ยนแบรนด์ได้ง่าย (switching brand) รวมถึงทำให้ความภักดีต่อแบรนด์
  น้อยลงเช่นกัน



4P’s


Product

         เนสกาแฟเป็นผลิตภัณฑ์ภายใต้บริษัท เนทส์เล่ มีการพัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เพื่อที่จะพยายามเจาะกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายในวงกว้าง  และปรับเปลี่ยน Package รูปแบบให้ทันสมัยมากขึ้น เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายในปัจจุบัน




Price

         เนสกาแฟ ของแต่ละประเทศจะมีการกำหนดราคาที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับค่าเฉลี่ยประชาชาติของแต่ละประเทศ ซึ่งถ้าพิจารณาในภาพรวมแล้วเนสกาแฟเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคในระดับทั่วไปสามารถที่จะซื้อได้  เว้นแต่จะมีบางประเภทของสายผลิตภัณฑ์เช่น เนสกาแฟโกลด์  ที่จะเจาะกลุ่มผู้บริโภคในระดับสูง  ซึ่งผู้บริโภคในระดับปกติอาจจะเห็นว่า  เนสกาแฟโกลด์มีราคาแพง เพื่อที่เนสกาแฟจะได้มีกลุ่มเป้าหมายที่กว้างมากขึ้น  



Place

         เนสกาแฟมีการกระจายสินค้าอย่างทั่วถึง ซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านค้าทั่วไป ตู้ขายอัตโนมัติ จึงทำให้มีช่องทางการจัดจำหน่ายหลากหลาย ผู้บริโภคสามารถหาซื้อสินค้าได้อย่างสะดวกสบาย




Promotion

         เนสกาแฟมีการทำกลยุทธ์เพื่อดึงดูดความสนใจกับลูกค้าอย่างต่อเนื่องผ่านสื่อรูปแบบต่างๆ ทั้งนี้เพื่อรักษา และขยายฐานลูกค้า โดยการออกโปรโมชั่นอย่างต่อเนื่อง 



วันอังคารที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ตัวอย่างโฆษณาของ Nestle


NESTLE Choco Shape ร้านอาหาร


Nestle ChocoShape Drink Before Meal


Kit Kat "Happy Cow"


KIT KAT "Valentine's Day" 2013


Nestlé 'We Will Find You'


Nestlé Baby Hindi


Nestle for men - Russian AD


KIT KAT Break Banta Hai!


kitkat love birds 30





- Nescafe Blend43: "6.14AM" Outdoor Advert by Publicismojo Auckland


- Nestle Bill boards...out of the world


- Kit-kat Adverts & Commercials Archive HAND OF GOD


- Outdoor Advertising Promotions – KitKat Bench


- 2010 - Nestlé stops purchasing rainforest-destroying palm oil


- Another round of billboards in coffee wars.


- KitKat Bench Advertisement Creative outdoor advertising by Nestle. 


- Nestle - NBA All-Star Weekend - Los Angeles, CA


วันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

การสื่อสารการตลาดของ Nescafe


NESCAFE



         Nescafe เป็นผลิตภัณฑ์ในเครือ Nestle ได้ก้าวเข้าสู่การเป็นผู้นำในตลาดกาแฟ  และได้ประสบความสำเร็จในการสร้างแบรนด์จนกลายเป็นแบรนด์ระดับโลก ซึ่งต่อมา Nescafe ได้มีการรุกตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น และมีการพัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เพื่อ9ต้องการเจาะกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายในวงกว้าง และปรับเปลี่ยน Package ให้ดูมีความทันสมัยมากขึ้น โดยมีการจัดกิจกรรมต่างๆทั้งในช่วงเวลาปกติ  และช่วงเวลาพิเศษ  ซึ่งนอกจากจะเป็นการตอกย้ำในตราผลิตภัณฑ์แล้ว  ยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์และความภักดีในตราผลิตภัณฑ์ให้กับผู้บริโภค เพื่อความเป็นหนึ่งของผู้นำผลิตภัณฑ์กาแฟ


         Nescafe มีรสชาติที่โดดเด่น กลมกล่อม มีรสกาแฟแท้ให้เลือกสัมผัสที่แตกต่าง ถูกพัฒนาโดยผู้ที่เชี่ยวชาญ และเทคโนโลยีที่สมัยใหม่ สร้างความแตกต่างให้กับตราผลิตภัณฑ์อื่นๆที่เป็นคู่แข่งอยู่ในตลาดได้เป็นอย่างดี และเป็นแบรนด์ดังระดับโลกที่เป็นที่รู้จักมายาวนานNescafe ยังคงได้รับความเชื่อถือจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีภาพลักษณ์ที่โดดเด่น สามารถรักษาตำแหน่งผู้นำของตลาดกาแฟ และเป็นแบรนด์ที่อยู่ในอันดับต้นๆของโลก
         Nescafe มี Line Product ที่เข้มแข็ง สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลายได้อย่างครบถ้วน รวมทั้งยังมีเครือข่ายร้านค้าจำนวนมาก ทำให้สามารถกระจายสินค้าได้อย่างทั่วถึง       
     
    

การสื่อสารระหว่าง Nescafe กับ ผู้บริโภค

         Nescafe ได้ทำการสื่อสารกับผู้บริโภค โดยสร้างความตอกย้ำให้แก่ผู้บริโภคเพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความภักดีต่อแบรนด์ ผ่านสื่อโฆษณาและการประชาสัมพันธ์ความรู้สึกของการเริ่มมองโลกในอีกมุมมอง การเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส และการเปิดรับด้านดีๆ ของชีวิตนั้น จะเกิดขึ้นได้ในช่วงเวลาที่กำลังดื่มด่ำกับรสชาติของ Nescafe เพื่อนำไปสู่กลยุทธ์ที่จะกระตุ้นให้เกิดการดื่มกาแฟได้ตลอดเวลาในระหว่างวัน โดยไม่ได้เน้นว่ากาแฟจะต้องเป็นเครื่องดื่มสำหรับมื้อเช้าเท่านั้น โดยให้ความรู้สึกที่ว่า “Nescafe เป็นเพื่อนที่คอยอยู่ข้างๆ ที่จะช่วยให้มีความรู้สึกและพลังในด้านดีๆ ได้ในทุกช่วงเวลาและสถานการณ์ด้วย รสชาติที่ไม่เหมือนใคร 


         Nescafe  มีส่วนแบ่งในตลาดกาแฟสำเร็จรูปถึง 80 % ของมูลค่าตลาด ซึ่งกลุ่มเป้าหมายของ Nescafe คือกลุ่มคนทำงานออฟฟิส ซึ่งคุ้นเคยกับกาแฟผงของเนสกาแฟ และพยายามเข้าไปเจาะกลุ่มวัยรุ่นมากขึ้น อย่างไรก็ดีกลุ่มผู้ดื่ม Nescafe กระป๋องส่วนใหญ่ยังคงเป็นกลุ่มบุคคลทั่วไปหรือที่เรียกว่า กลุ่มบูลคอลลาร์




         Nescafe ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ในเครือ Nestle นั้นได้ก้าวเข้าสู่การเป็นผู้นำในตลาดกาแฟ และได้ประสบความสำเร็จในการสร้างแบรนด์จนกลายเป็นแบรนด์ระดับโลก ซึ่งต่อมา Nescafeได้มีการรุกตลาดทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ  มีการออกผลิตภัณฑ์กาแฟชนิดใหม่ๆเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง  ทั้งนี้เพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการบริโภคกาแฟที่หลากหลาย  มีการจัดกิจกรรมต่างๆทั้งในช่วงเวลาปกติ  และช่วงเวลาพิเศษ  อาทิเช่น  ช่วงวันวาเลนไทน์  Nescafe ได้จัดกิจกรรม Nescafe Perfect Cup Perfect Harmony  ให้ผู้บริโภคได้เข้าร่วมทำกิจกรรม  ซึ่งนอกจากจะเป็นการตอกย้ำในตราสินค้าแล้ว  ยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี  ตลอดจนสร้างความภัคดีในตราสินค้าให้กับผู้บริโภคอีกด้วย และยังมีกิจกรรมอีกมากมายที่Nescafe จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อตอกย้ำความเป็นหนึ่งของผู้นำผลิตภัณฑ์กาแฟ
       


         ในปัจจุบัน  Nestle ได้ประกาศบุกตลาดกาแฟพร้อมดื่มกว่า 8,000 ล้านบาท เพื่อปรับกลยุทธ์ครั้งใหม่ โดยการดึงผลิตภัณฑ์กาแฟพร้อมดื่ม ภายใต้แบรนด์ Nescafe” บุกตลาดกาแฟพร้อมดื่มอย่างเต็มตัว ดำเนินการด้านการตลาดอย่างเต็มรูปแบบทั้งนี้ Nestleยังมีการปรับเปลี่ยนระบบด้านการจัดจำหน่ายและการตลาดของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มกาแฟพร้อมดื่มอีกด้วย โดยดำเนินงานบริหารจัดการทั้งการจัดจำหน่ายและการตลาดเอง ทั้งนี้เนื่องจากการผลิตเองย่อมเข้าใจและรับรู้ถึงความต้องการของผู้บริโภคได้มากกว่า และน่าจะสามารถขยายยอดขายและส่วนแบ่งทางการตลาดได้  

วันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

คู่แข่ง

เนสท์เล่ เพียวไลฟ์ VS สิงห์ 

แข่งกันที่แบรนด์ สู้กันที่อารมณ์  



         สิงห์ถือเป็น Local Brand ที่สั่งสมตำนานมายาวนาน ข้อได้เปรียบประการสำคัญ คือ มีฐานเครือข่ายช่วยกระจายสินค้าครอบคลุมทั่วประเทศ โดยมีเบียร์สิงห์ ลีโอ และโซดาสิงห์ 
         ขณะที่เนสท์เล่ เพียวไลฟ์ก็เจาะใจคนรุ่นใหม่แบบขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ ทั้งคนรุ่นใหม่โสดใช้ชีวิตคนเดียว คนรุ่นใหม่ที่มีชีวิตคู่แบบทันสมัย รวมถึงวัยรุ่น  แม้ปัจจุบันจะขึ้นแท่นเป็นผู้นำในช่องทางโมเดิร์นเทรด คอนวีเนียนสโตร์ แต่เมื่อรวมทุกช่องทางจำหน่ายแล้วเนสท์เล่ยังอยู่ในตำแหน่งที่ 2-3 รองจากสิงห์ และขับเคี่ยวอย่างสูสี ผลัดกันแพ้ชนะกับคริสตัล 
         จะเห็นว่าศึกน้ำดื่มไม่ได้ไร้สีสันสีของโปรดักส์แต่อย่างใด เมื่อการแข่งขันทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง 

ถึงเวลาของ “อารมณ์” 

         ต้องบอกว่าเป็นเวลาของ Emotional โดยแท้จริงสำหรับตลาดน้ำดื่มบรรจุขวดเมืองไทย น้ำดื่มตราสิงห์เคยสร้าง Motto ติดหู “น้ำดื่มสะอาด น้ำดื่มตราสิงห์” ทั้งนี้น้ำดื่มตราสิงห์พยายามอย่างยิ่งที่จะสร้างสิ่งใหม่ๆ ให้กับแบรนด์อย่างสม่ำเสมอ 3 ปีที่ผ่านมา สิงห์ได้ปรับโลโก้น้ำดื่มให้ดูอ่อนละมุนขึ้น และเป็นการรีแบรนด์ครั้งแรกตั้งแต่ออกสู่ตลาดมา 
         ขณะที่สิงห์สื่อถึงการดูแลห่วงใยคนในครอบครัว “พ่อ-แม่-ลูก” ซึ่งเป็นการรุกจับกลุ่มครอบครัวอย่างชัดเจนก่อนเนสท์เล่ เพียวไลฟ์ ไม่นานผู้ตามก็คลอดแคมเปญที่สื่อสารถึงความรักความห่วงใยในครอบครัวออกมา 
         น้ำดื่มเนสท์เล่ เพียวไลฟ์ได้ปลุกกระแส “หยิบยื่นสิ่งดีๆ ให้แก่กัน” ผ่านทางแคมเปญโฆษณา 3 เรื่อง ที่ต้องการเพิ่ม Emotional Value ให้กับแบรนด์ โดยเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการให้น้ำดื่มเนสท์เล่ เพียวไลฟ์ พร้อมกับโน้ตที่มีข้อความแสดงความรู้สึกดีๆ ซึ่งเป็นวิธีการสอดแทรกประโยชน์ของการดื่มน้ำเยอะๆ ไปกับความห่วงใยที่อยากให้คนคนนั้น ภายใต้สโลแกน “ให้ชีวิตสดใส ให้เนสท์เล่ เพียวไลฟ์”
         เนสท์เล่ เป็นแบรนด์แรกๆ ในการสร้างจุดขายที่แตกต่างจากสิงห์ ด้วยการเป็นผู้นำในตลาดด้วยการออกแพ็กเกจจิ้งขวดเพ็ท 600 มล. แต่จำหน่ายในราคาน้อยกว่าหรือเท่ากับแพ็กเกจจิ้งขนาด 500 มล. ของสิงห์ โดยหวังว่าปริมาณที่มากกว่าถึง 100 มล. มิหนำซ้ำราคายังน้อยกว่าหรือเท่ากับ น่าจะดึงส่วนแบ่งมาได้บ้าง 
หลังจากนั้นแทบทุกแบรนด์ต่างลงสนามน้ำดื่มบรรจุขวดด้วยแพ็กเกจจิ้งขวดเพ็ท 600 มล. ด้วยกันทั้งสิ้น คงเหลือให้สิงห์เป็นผู้เล่นที่โดดเด่นในแพ็กเกจจิ้งขวดเพ็ท 500 มล. แต่เพียงผู้เดียว 





สิงห์ 
แพ็กเกจจิ้ง 6 sku 
งบการตลาดปี 2551 60 ล้านบาท 
วิธีการบรรจุ ฆ่าเชื้อด้วยโอโซนและรังสียูวี 
แหล่งผลิต บริษัท บุญรอดเอเชียเบเวอเรซ จำกัด อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี 

เนสท์เล่ เพียวไลฟ์ 
แพ็กเกจจิ้ง 3 sku 
งบการตลาดปี 2551 100 ล้านบาท 
วิธีการบรรจุ ไม่ได้แจ้งรายละเอียด เพียงแต่บอกว่าผลิตตามมาตรฐานของเนสท์เล่ เนื่องจากมั่นใจว่าแบรนด์เนสท์เล่สามารถการันตีคุณภาพได้ 
แหล่งผลิต บริษัท เปอริเอ้ วิทเทล (ประเทศไทย) จำกัด อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา 

น้ำดื่มตราสิงห์ 
แบรนด์ “น้ำดื่มตราสิงห์” อยู่ในฉลากที่มีขนาดเล็กกว่าเนสท์เล่ เพียวไลฟ์ ฉลากสีขาว โลโก้สิงห์สีฟ้าโปร่ง ลวดลวยพลิ้วไหวของสายน้าสื่อสารแบบตรงไปตรงมาว่าเป็นน้ำดื่ม นอกเหนือจากแหล่งผลิตแล้ว ข้อมูลผลิตภัณฑ์อื่นๆ ไม่ได้แจ้งรายละเอียดไว้ 

เนสท์เล่ เพียวไลฟ์ 
โลโก้ “เลข 8 บนแก้วน้ำ” บนฉลากไล่เฉดน้ำเงิน-ฟ้า พร้อมข้อความ โดดเด่นด้วยสีชมพู “คืนความสดชื่นทุกวัน ดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว” รวมถึงข้อมูลต่างๆ แบบอัดแน่น 

เพิ่มเติม

         ที่สหรัฐฯ เนสท์เล่ เพียวไลฟ์ ใช้กลยุทธ์จับมือกับพันธมิตรเชนฟาสต์ฟู้ดเพื่อขยายช่องทางจำหน่าย เช่น เซ็นสัญญากับเบอร์เกอร์ คิง เป็นเวลา 5 ปี เพื่อจำหน่ายเนสท์เล่ เพียวไลฟ์ เพียวริไฟล์ ในร้านเบอร์เกอร์ คิง 7,000 ร้านทั่วประเทศ ซึ่งเริ่มปรับเมนูเพื่อสุขภาพมากขึ้น ทั้งนี้น้ำดื่มดังกล่าวนับเป็น Eco-product ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์และแพ็กเกจจิ้ง โดยใช้เม็ดพลาสติกน้อยลงกว่าเดิม 30% ทำให้ประหยัดต้นทุนและมีน้ำหนักเบาขึ้น แต่เป็นแพ็กเกจจิ้งที่แตกต่างกับในเมืองไทย 

วันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ประวัติของ Nestle


ประวัติโดยรวม

เนสท์เล่ (Nestle) เป็นบริษัทที่ทำธุรกิจทางด้านโภชนาการและสุขภาพ ก่อตั้งเมื่อ ค.ศ.1905 โดยการรวมตัวของบริษัท Anglo-Swiss Milk กับบริษัท Farine Lactee Henri Nestle มีสำนักงานใหญ่ที่เมืองเวอเวย์(Vevey) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ผลิตสินค้าประเภทอาหารหลายชนิด เช่น กาแฟ เครื่องดื่มช็อกโกแลต ชา นมผง ฯลฯ มีพนักงานทั้งหมดประมาณ 280,000 คน โรงงาน 449 แห่ง ใน 86ประเทศทั่วโลก

ค.ศ.1866 อองรี เนสท์เล่ (Henri Nestle) ชาวสวิส ได้ก่อตั้งบริษัท Farine Lactee Henri Nestle เพื่อผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมสำหรับเด็กที่คุณแม่ไม่สามารถให้นมได้ ต่อมา ค.ศ.1867 ชาร์ลส์ เพจ (Charles Page) กงสุลสหรัฐในสวิตเซอร์แลนด์ และน้องชาย จอร์จ เพจ (George Page) 2 พี่น้องชาวอเมริกัน ได้ร่วมกันก่อตั้งบริษัท Anglo-Swiss Milk ขึ้นที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อผลิตและจำหน่ายชีสและอาหารสูตรสำหรับเด็ก ทั้ง 2 บริษัทกลายเป็นคู่แข่งทางการค้าที่แข่งกันขยายตลาดไปทั่วยุโรปและอเมริกา และได้ยุติการแข่งขันลงโดยทั้ง 2 บริษัทได้รวมกันเป็นบริษัทเดียวในค.ศ.1905 ภายใต้บริษัทชื่อ Nestle and Anglo-Swiss Condensed Milk บริษัทใหม่มีโรงงานอยู่ใน อเมริกา สหราชอาณาจักร เยอรมนี และสเปน


ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้เกิดความต้องสินค้าประเภทอาหารจำนวนมาก เนสท์เล่จึงได้เข้าไปซื้อโรงงานหลายแห่งในอเมริกา เพื่อรองรับความต้องการนมข้นหวานของประชาชนที่มาแทนที่นมสดที่กำลังหายากเกินไป ซึ่งเป็นไปตามสัญญากับรัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์ ทำให้ยอดขายของบริษัทเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด หลังสงครามยุติลง สินค้าประเภทนมสดกลับมาตอบสนองประชาชนได้อีกครั้ง ทำให้เนสท์เล่ที่เพิ่มกำลังการผลิตนมข้นหวานไปกว่า 2 เท่า ต้องประสบปัญหาหนี้สิน แต่ภายหลังได้รับความช่วยเหลือจากสถาบันการเงินบวกกับแผนการตลาดใหม่ใน ค.ศ.1920 ที่เริ่มการผลิตสินค้าประเภทช็อกโกแลตและเครื่องดื่มชนิดผงทำให้เนสท์เล่กลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้ง
ในสงครามโลกครั้งที่ 2 แม้ว่าสวิตเซอร์แลนด์จะวางตัวเป็นกลางในสงคราม แต่บริษัทต่างๆก็ยังได้รับผลกระทบ รวมถึงเนสท์เล่ ผลกำไรของบริษัทตกต่ำลง เนสท์เล่ได้หันไปตั้งโรงงานในประเทศกำลังพัฒนาเพื่อลดต้นทุน และในที่สุดสงครามก็ส่งผลดีกับบริษัทอีกครั้งเมื่ออเมริกาประกาศเข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่ 2 ทางการอเมริกันได้ขอให้เนสท์เล่ผลิตเสบียงสำหรับทหารที่ไปรบในสงคราม ยอดขายของบริษัทจึงกลับมาเพิ่มขึ้นอย่างมาก นำด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่คือ Nescafe (Nestle’s Coffee) ที่กลายมาเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมของทหารอเมริกันในยุโรปและแปซิฟิค เนสท์เล่มียอดขายทั้งหมด 125 ล้านดอลลาร์สหรัฐ(ในสมัยนั้น)ในระหว่าง ค.ศ.1938-1945 ค.ศ.1947 Nestle and Anglo-Swiss Condensed Milk ได้เข้าซื้อบริษัท Fabrique de Produits Maggi SA (ซอสแม็กกี้) จากนั้นเปลี่ยนชื่อบริษัทของตนเองมาเป็น Nestle Alimentana SA และเพิ่มการผลิตเต็มกำลังในโรงงานที่ออสเตรเลีย ค.ศ.1977 ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น Nestle ดังที่เป็นในปัจจุบันนี้


สรุปประวัติของ Nestle

         อาณาจักรธุรกิจของ Nestle ไม่ได้ประกอบขึ้นด้วยกาแฟแต่เพียงลำพังเท่านั้น หากแต่บริษัท
ผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ที่สุดของโลก จากเมือง Vevey สวิตเซอร์แลนด์ รายนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับนม, cereal, ไอศกรีม และขนมขบเคี้ยวอีกจำนวนมาก  Nestle ครอบครองส่วนแบ่งการตลาดในสินค้าหมวดอาหารอย่างหลากหลาย โดยมี Nestle เป็นสินค้าธงนำอยู่ในระดับโลก ขณะที่ผลิตภัณฑ์นมทั้งในแบบนมข้นหวานและนมผงสำหรับใช้เลี้ยงทารก ก็เป็นที่รู้จักในหมู่ผู้บริโภคเป็นอย่างดี 
         ความเป็นมาของ Nestle เริ่มขึ้น เมื่อ Henri Nestle ซื้อโรงงานแห่งหนึ่งในเมือง Vevey เมื่อปี 1843 ก่อนที่จะเริ่มพัฒนาการ ผลิตนมชนิดผงเพื่อทดแทนการเลี้ยงทารก ด้วยนมแม่ในปี 1867 และเริ่มผลิต chocolate ในปี 1905 
         การลงทุนในโรงงานผลิตนมข้นในประเทศบราซิล ระหว่างทศวรรษที่ 1920 ได้กลายเป็นข้อต่อทางธุรกิจที่สำคัญ เมื่อชาวไร่กาแฟในบราซิล แนะนำให้ Nestle พัฒนากาแฟผงสำหรับชงดื่ม โดยในปี 1938 กาแฟผงสำเร็จรูปพร้อมดื่มในชื่อ Nestle ก็ได้รับการนำเสนอออกสู่ตลาด และสามารถครองความนิยมได้อย่างรวดเร็ว โดยในปัจจุบัน Nestle ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ด้านกาแฟของโลกไปแล้ว 
         การรุกเพื่อครองความเป็นเจ้าในธุรกิจอาหารของ Nestle ดำเนินต่อเนื่องมาด้วยการ
ออกผลิตภัณฑ์หลากหลาย โดยในช่วงทศวรรษที่ 1970 Nestle ได้เข้าครอบกิจการของผู้ผลิตอาหาร    รายอื่นๆ ไม่เพียงเท่านั้น Nestle ยังขยายธุรกิจไปสู่ผลิตภัณฑ์ด้านเวชภัณฑ์และเครื่องสำอางด้วยการเข้าซื้อหุ้นในสัดส่วน 49% ใน Gesparal ซึ่งเป็น holding company ที่ครองสิทธิในผลิตภัณฑ์ของ Loreal บริษัทผู้ผลิตเครื่องสำอางรายใหญ่ของฝรั่งเศสด้วย
         Nestle ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตของประชาชนในประเทศไทยมานานกว่า 4 ทศวรรษ โดยความคุ้นเคยของผู้บริโภคในผลิตภัณฑ์ของ Nestle สามารถไล่เรียงตั้งแต่เมื่อแรกเกิดจนกระทั่งเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ด้วยผลิตภัณฑ์นมผง, นมข้นหวาน และขนมขบเคี้ยวนานาชนิด รวมถึงน้ำดื่ม Pure Life ด้วย

[แก้]

กลยุทธ์ในการทำงานของ Nestle

   
         ใครที่ได้มีโอกาสขึ้นไปเยี่ยมชมชั้น 43 ของอาคาร ”ดิ ออฟฟิศ แอ็ท เซ็นทรัล เวิลด์” ใจกลางกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงาน บริษัทเนสท์เล่ (ประเทศไทย) จำกัด รับรองต้องเกิดอาการอยากกิน อยากดื่มแน่นอน เพราะละลานตาไปหมด ทั้งตู้ไอศกรีม กล่องน้ำส้ม ชั้นจัดวางนมกล่อง นมกระป๋อง กาแฟ ครีมเทียมคอฟฟี่เมท และอื่นๆ อีกมากมาย ไม่เว้นแม้กระทั่งในห้องน้ำที่ตกแต่งด้วยสติกเกอร์แสดงผลิตภัณฑ์เนสท์เล่ รอบกระจกเต็มผนัง หน้าอ้างล้างมือ

 

         เป็นกลยุทธ์ง่ายๆในการสร้างสิ่งแวดล้อมการทำงานใหม่ ที่ต้องการทำให้พนักงานของบริษัทได้ซึมซับ และความเข้าใจในผลิตภัณฑ์ของตัวเองอย่างลึกซึ้ง แน่นอนเป้าหมายสุดท้ายจะเป็นอย่างที่ ”เกรแฮม แคมพ์เบลล์” ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มเนสท์เล่ ประเทศไทย แถลงว่า ”เราจะต้องสร้างจิตสำนึกให้พนักงานของบริษัททุกคนต้องการทำงานอย่างมีประสิทธิมากที่สุด” 
         นอกจากการสร้างสัมผัสทางตา และการรับรู้แล้ว ในแง่ของโครงสร้างการบริหารยังมีการแบ่งหน่วยธุรกิจชัดเจน การเพิ่มหน่วยธุรกิจใหม่ ตามนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์ที่บริษัทวางตลาดเพิ่มขึ้น เมื่อองค์กรพร้อม ผลิตภัณฑ์ที่ต้องต่อสู้กับคู่แข่งก็พร้อม 
         
ณ เวลานี้ เนสท์เล่จึงมีความมั่นใจ โดยประกาศเป้าหมายว่าภายในสิ้นปีนี้ ผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในอันดับ 2 ของตลาด อย่างเนสท์เล่ ไอศกรีม ที่ทำตลาดในไทยมาแล้ว 9 ปี และมีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 42%น้อยกว่า ”วอลล์” อยู่ไม่ถึง 2% จะต้องกลายเป็นเจ้าตลาด ด้วยส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ให้ได้ ด้วยความมั่นใจจากปีที่แล้วที่ยอดจำหน่ายเนสท์เล่ ไอศกรีม เติบโตถึง 30% ขณะที่ภาพรวมของบริษัทมียอดขายเติบโตรวมเพียง 8.4% 


         ส่วนกลยุทธ์ทางการตลาดที่นำมาใช้สำหรับทุกผลิตภัณฑ์ในเครือเนสท์เล่ในเวลานี้ คือ การพยายามสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ ทั้งตัวสินค้าใหม่ และการออกแบบแพ็คเกจใหม่ หรือแม้กระทั่งลดขนาดแพ็คเกจให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนในยุคปัจจุบัน อย่างเช่นเมื่อต้นปี เริ่มเปิดตัวตราหมีโกลด์ ไอศกรีมเนสท์เล่ เอ็กซ์ตรีม หรือก่อนหน้านั้นได้เสนอผลิตภัณฑ์นมตราหมีบีบ 
         จุดแตกต่าง ที่”เกรแฮม แคมพ์เบลล์” ย้ำคือเนสท์เล่ให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพ และแม้ว่าเนทส์เล่จะมีผลิตภัณฑ์หลายชนิดที่ให้ทั้งความหวานและความมัน แต่ก็มีอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และใช่ว่าเนสท์เล่จะกลบข้อมูลเหล่านี้ แต่กลับแถลงให้ข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพคนไทยที่เกิดจากการบริโภคอาหารไม่ดีพอ ไม่ออกกำลังกาย รวมไปถึงมีเด็กอ้วนเพิ่มขึ้น เรียกได้ว่ากันอย่างตรงไปตรงมาที่สุด 
         วิกฤตนี้ทำให้เนสท์เล่มาตอกย้ำอีกครั้ง ใช้เป็นโอกาสแสดงจุดขายว่าเนสท์เล่มีสัญลักษณ์แห่งคุณภาพโภชนาการ (Nestle Nutritional Compass) ไม่ว่าจะเป็นเกร็ดความรู้ด้านโภชนาการ สารอาหาร วิธีการปรุงให้ได้รสอร่อยและหลากหลาย โดยจะทยอยปรากฏในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของเนสท์เล่มากขึ้นเรื่อย ๆ 
         เรียกได้ว่าจริงใจซะอย่าง แล้วอย่างนี้ยอดขายจะหนีไปไหนได้... 


สถิติปี 2548 “เนสท์เล่”

- ส่งออกจากไทย 8,000 ล้านบาท 
- ยอดขายในลาว พม่า กัมพูชา และเวียดนาม 3,000 ล้านบาท 
- ผลิตภัณฑ์ที่ทำรายได้ 3 กลุ่มหลัก (จากทั้งหมด 12 กลุ่ม) คือ 
1.กาแฟ และครีมเทียม 
2.นมสำหรับเด็ก 
3.นมน้ำบรรจุกระป๋อง